Tuesday, 16 August 2011

เรียนภาษาอังกฤษ กับ คม ชัด ลึก โดย Mr. Andrew Biggs


เรียนภาษาอังกฤษ กับ คม ชัด ลึก โดย Mr. Andrew Biggs

"ไม่มี"
Hello Andrew Biggs ...ผมอยากรู้การใช้คำว่า "ไม่มี" ในภาษาอังกฤษ คนไทย ชอบใช้คำว่า 1.NO HAVE 2.NOT HAVE 3.HAVE NOT 4.DON'T HAVE ANY ผมเดาว่า ข้อ 1 ผิดแน่ๆ ช่วยอธิบาย ข้อ 2-4 ให้ทราบหน่อยครับ และช่วยยกตัวอย่างคำว่า "ไม่มีป้ายบอกทาง" ภาษาอังกฤษพูดว่าอย่างไรครับ
Thank you, Pisanupong
คุณเดาถูกครับ ขอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่า ไม่มี ห้ามแปลว่า no have เพราะไม่มี no have ในภาษาอังกฤษ แม้แบบที่ 2 ไม่ค่อยถูกเท่าไรถ้าขาดคำว่า do นำหน้า แต่ไม่เป็นไร กฎของแอนดรูว์เป็นอย่างนี้ครับ
1.ไม่มีตอนต้นประโยคใช้ There isn't any หรือ There aren't any เช่น...
There aren't any road signs. (ไม่มีป้ายบอกทาง)
There isn't anybody here. (ไม่มีใครอยู่ที่นี่)
There isn't any ต้องตามด้วยเอกพจน์ There aren't any ต้องตามด้วยพหูพจน์
2.ถ้าเป็นสถานการณ์ เช่น บอกลูกค้าว่า ไม่มีสินค้า ก็ใช้ I don't have any. เช่น
I'm sorry, I don't have any left. (ขอโทษ แต่ไม่มีเหลือเลย)
I'm sorry, we don't have any. (ขอโทษ เราไม่มีครับ)
แม้ใช้ ข้อ 1 ได้ เช่น I'm sorry. There aren't any left.
Something to eat
สวัสดีค่ะคุณ Andrew หนูมีประโยคภาษาอังกฤษอยากถามค่ะ He asked her if he might have something to eat. ประโยคนี้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรคะ กรุณาตอบกลับด้วยค่ะ
Noo
something to eat เป็นวลีที่ฝรั่งเราใช้พอๆ กับคนไทยใช้ กินข้าว ความหมายของ something to eat คือ อาหาร (something to eat = อะไรที่ทานได้) และเราใช้อย่างนี้ เช่น...
Would you like something to eat? (คุณจะทานข้าวไหม)
I need something to eat. (ผมต้องกินอะไรสักอย่าง)
Have you had something to eat? (คุณทานข้าวหรือยัง)
เวลาคนไทยถามผมว่า กินข้าว จะพูดว่าอย่างไรเป็นภาษาอังกฤษ ผมมักจะตอบว่า Let's eat. แต่ถ้าเอาแบบธรรมชาติที่สุด ผมว่าเรามักใช้ Let's have something to eat. มากกว่าจะเห็นว่า ความหมายของประโยคที่คุณยกมาคือ เขาถามเธอว่า เป็นไปได้ที่จะทานอะไรไหม
The Other, Another
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ ช่วยอธิบายวิธีใช้ The Other, Another แบบง่ายๆ ไม่สับสนค่ะ เวลาต้องใช้สองคำนี้ เพื่อบอกว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง หรือ นอกจากอันนี้ เพราะไม่มั่นใจว่าถูกต้องหรือเปล่า
ขอบคุณมากค่ะ Dubai
คำว่า another เกิดมาจาก an other หรือ one other หรือ อีกสิ่งหนึ่ง เอาง่ายๆ คือ ใช้เวลาพูดถึงอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ 2 อย่าง หรือ one million แต่ใช้กับอีกอย่างหนึ่ง เช่น...
Would you like another piece of cake? ความหมายคือ คุณจะรับขนมเค้กอีกชิ้นหนึ่งมั้ย ไม่ใช่ 2 ชิ้น ผมเสนอเพียงหนึ่งชิ้นเลยใช้ another ครับ หรือ
Do you have another credit card? คุณมีบัตรเครดิตอีกใบหนึ่งมั้ย เพียงใบเดียว ... เลยใช้ another ครับ ถ้าถามถึงสิ่งของมากกว่าหนึ่งอย่าง ใช้ other ครับ เช่น..
I have other customers to see today. (วันนี้ ผมมีลูกค้ารายอื่นอีกหลายรายที่จะต้องพบ) customers คือคำพหูพจน์ งั้นใช้ another ไม่ได้ยกเว้นในกรณีที่พูดถึงจำนวนเลข
I have another 4 customers to see today.
ประโยคนี้มี another ต่อด้วย จำนวน (4) งั้นใช้ another ได้ หรือ
I have another 3 customers to see today. เช่นเคยครับ ใช้ another บวกตัวเลขได้เลย
Produced by
สวัสดีค่ะคุณ Andrew ทำชิ้นงานส่งอาจารย์ ก่อนใส่ชื่อผู้ทำ ควรจะเขียนว่า Product by...หรือ Produced by...จึงจะถูกต้อง ขอบคุณครับ
Pattamon
มันขึ้นอยู่กับว่า อยากเขียนว่าอะไร เช่น Product by Pattamon หมายถึง สินค้าชิ้นนี้ ผลิตโดยพัทธมน
Produced by Pattamon หมายถึง ผลิต, ทำ หรือ กำกับโดยพัทธมน
จะเห็นว่า แบบที่ 2 มีความหมายกว้างกว่า และเป็นแบบที่ผมว่าธรรมชาติมากกว่าแบบแรก ถ้าเป็นผมก็น่าจะเป็น Produced by Pattamon ครับ แต่ยังมีวิธีอื่นที่เขียนได้ เช่น
Created by Pattamon (สร้างโดยคุณพัทธมน)
Made by Pattamon (ทำโดยคุณพัทธมน)
Written by Pattamon (เขียนโดยพัทธมน)
หรือไม่ก็ เพียง By Pattamon ก็อาจจะได้ ยิ่งสั้นยิ่งดีครับ
ain't / is not
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ที่รัก หนูมีคำถามเกี่ยวกับคำว่า Ain't อ่ะค่ะ หนูเห็นมันใช้ว่า Ain't it ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร อีกคำถามหนึ่งก็คือ คำว่า wanna กับ gonna ค่ะ Ann
ผมจะอธิบาย แต่น้อง Ann ต้องสัญญาว่าจะไม่ใช้นอกจากกับเพื่อนฝูง เพราะคำเหล่านี้เป็นสแลง ไม่เหมาะสำหรับการเขียน เช่น เรียงความ รายงาน หรืออะไรที่เป็นทางการ เพราะคำว่า ain't (หรือ aint) หมายถึง is not หรือ are not เช่น
I aint hungry. (ผมไม่หิว)
She aint pretty. (เธอไม่สวย)
เราใช้คำนี้แทนเพราะเราขี้เกียจเปลี่ยนกริยา to be เป็น is หรือ are...ใช้คำเดียวกันแทน ส่วน Aint it? เป็น question tag หมายถึง Isn't it? เช่น It's a hot day, ain't it? (วันนี้ร้อนใช่ไหม)
ที่เหลือคือ wanna กับ gonna ... คำว่า wanna ย่อมาจาก want to เช่น
I wanna go home. (ผมต้องการกลับบ้าน)
Do you wanna dance? (คุณอยากเต้นไหม)
และ gonna ย่อมาจาก going to หรือ จะ ครับ
Are you gonna marry me? (คุณจะแต่งงานกับผมอะป่าว)
When are we gonna eat? (เราจะกินข้าวเมื่อไรล่ะ)
ย้ำอีกครั้ง นี่คือ ภาษากวนเท้า ครับ อย่านำมาใช้กับลูกค้าหรืออาจารย์ของคุณ
พบกันใหม่ อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวครับ


จบลง
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ ดิฉันทำงานที่จะต้องติดต่อกับต่างประเทศ ทาง e-mail ค่ะ แล้วมีคำว่า turn out ที่ทาง supplier ของดิฉันเขียนกลับมา ดิฉันไม่ทราบว่าคำนี้จะแปลว่า อย่างไรค่ะ รบกวนคุณแอนดรูว์ ด้วยค่ะ
Pennapha

ไม่รบกวนหรอกครับ แต่เสียดายคุณไม่ได้ยกตัวอย่างให้ผมดู เพราะ turn out นี้แปลได้หลายอย่าง ให้ผมเดาว่า น่าจะแปลว่า จบลง เช่น
How did the meeting turn out? ความหมายคือ การนัดประชุมเป็นอย่างไรบ้าง เกิดอะไรขึ้น และมันจบลงอย่างไร
How is the new job turning out? งานใหม่ของคุณเป็นอย่างไร ในที่สุดดีไหม
พูดถึง ในที่สุด เรามีวลี As it turns out ซึ่งหมายถึง ในที่สุด เช่น
How was the party? (งานฉลองเป็นอย่างไรบ้าง)
As it turns out, I didn't go. (ในที่สุด ผมไม่ได้ไป)
ในความหมายนี้ as it turns out คล้ายกับ in the end ครับ
turn out ยังมีอีกหลายความหมายรวมถึง ถีบออกจากที่ใดที่หนึ่ง
My parents turned me out of the house for smoking. (พ่อแม่ไล่ผมออกจากบ้านเพราะผมสูบบุหรี่)
ฉันเคยมีวันที่ดีกว่านี้
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ ฉันดูหนัง มีคนหนึ่งถามอีกคนหนึ่งว่า How are you? และคนที่ 2 ตอบว่า Never better. คำว่า never better หมายความว่าอย่างไรคะ
Pichayanan
Never better หมายถึง ในชีวิตฉัน ฉันไม่เคยรู้สึกดีกว่าที่ฉันรู้สึกในปัจจุบันนี้ ดังนั้นมันน่าจะแปลว่า สบายดี สบายมาก บางคนจะตอบว่า Never felt better (ไม่เคยรู้สึกดีกว่านี้) หรือ Never been better. ในความหมายว่า สบายมากครับ
พูดถึง better แล้ว ถ้ารู้สึกไม่สู้ดีเท่าไร และมีคนมาทักว่า How are you? อาจใช้สำนวน I’ve had better days. ความหมายออกในเชิงตรงข้ามกับ Never better. คือ ฉันเคยมีวันที่ดีกว่านี้

I told you so!
สวัสดีครับ คุณ Andrew ผมอยากทราบว่า คำว่า "ผมว่าแล้วว่าเขาต้องเป็นแบบนั้น" หรือว่า "ผมกะแล้ว ว่าต้องเป็นแบบนี้" ถ้าจะพูดเป็นภาษาอังกฤษจะพูดว่าอย่างไรครับ ขอบคุณมากครับ
Ball
ต้องใช้คำว่า "I told you so!" แต่ต้องพูดแบบประชดๆ หน่อย อาจชี้นิ้วขณะพูด ประโยค "I told you so!" กลายเป็นสำนวนหมายถึง "ผมบอกคุณอย่างนั้นแล้ว" ถ้าอยากต่อประโยค (อย่างประโยคที่คุณยกมา) ก็ลบ so ออก เช่น I told you he'd be like that! (ผมว่าแล้วว่าเขาต้องเป็นแบบนั้น)
I told you she wouldn't marry you! (ผมกะแล้วว่าเธอไม่ยอมแต่งงานกับคุณ)
อีกวิธีหนึ่งคือรูปคำถาม เช่น Didn't I tell you he'd be like that?
Didn't I tell you she wouldn't marry you?
แบบนี้เป็นคำถามที่ไม่ต้องมีคำตอบ...นอกจากว่ากรณีที่คุณหงุดหงิดกับเพื่อนที่พูด "ผมว่าแล้ว" และอยากอวยพรให้เขาไปให้พ้น
คุณทำอะไรอยู่
Dear Khun Andrew, ผมอยากทราบว่า "What have you been up to?" กับ "Where are you up to?" ต่างกันอย่างไรครับ Poonsak
คนละเรื่องกันเลยครับ แต่เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก เพราะ (to be) up to มี 2 ความหมายหลัก คือ
1.ทำ โดยเฉพาะในคำถามยอดนิยม What have you been up to? ความหมาย คือ ในช่วยเวลาที่ผ่านมาคุณได้ทำอะไรบ้าง นอกจากนี้แล้ว คุณครูชอบถามนักเรียนว่า What are you up to? ในความหมายว่า What are you doing? (คุณทำอะไรอยู่) แต่ความหมายแฝง คือ คุณครูสงสัยว่านักเรียนกำลังทำอะไรที่เขาไม่ควรทำ
2.โดยเฉพาะในคำถามยอดนิยม Where are you up to? (คุณถึงไหนแล้ว) ใช้เวลากำลังทำโครงการหรือรายงานและอยากทราบว่าถึงไหนแล้ว เช่น Where are you up to? I'm nearly finished. (เกือบเสร็จแล้ว)




Belated
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ Happy Valentine ย้อนหลังค่ะ คุณ Andrew แล้วถ้าจะพูดประโยคนี้เป็นภาษาอังกฤษ จะพูดว่าไงดีคะ
Cute Cumber
ใช้คำว่า belated ครับ (ออกเสียงว่า บี-เล-หทึด โดยเน้น เล) คำนี้หมายถึง สาย แต่ดูการใช้สิครับ
Happy belated birthday ! Sorry I wasn't here to celebrate it with you.
(สุขสรรค์วันเกิดย้อนหลัง ! เสียดายจังที่เราไม่ได้ฉลองกัน เพราะผมไม่อยู่)
Happy belated Valentine's Day ! Where did you go?
(สุขสรรค์วันวาเลนไทน์ย้อนหลัง ไปฉลองที่ไหนคะ)
คำนี้ใช้กับการฉลองนะครับ ถ้ามาสายห้ามพูดว่า Sorry I'm belated. ครับ ฟังแล้วตลกดี ใช้ Sorry I'm late. จะดีกว่า...แต่ดีที่สุดคือ ห้ามมาสาย
ของที่ระลึก
สวัสดีค่ะ ถ้าจะบอกเพื่อนชาวต่างประเทศว่า อย่าลืมซื้อของมาฝากนะ จะบอกอย่างไรคะ และถ้าจะให้ของไว้เป็นที่ระลึกจะบอกกับเธออย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ Mee
ไม่ใช่ฉบับเดียวที่ถามถึงเรื่องของที่ระลึกในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ มีผู้อ่านอีกท่านหนึ่ง ชื่อ Tanisorn ที่ถามเรื่องนี้ด้วย แสดงว่าต้องตอบแน่ๆ ถ้าเป็นการท่องเที่ยว ฝรั่งเรามักใช้คำว่า souvenir (ออกเสียงว่า ซู-เฟน-เอีย) ในความหมายว่า ของที่ระลึกจากสถานที่ที่เราไปเที่ยว อาทิ เสื้อยืด ที่เขี่ยบุหรี่ ภาพสวย เป็นต้น เช่น
Don’t forget to bring me back a souvenir ! (อย่าลืมของฝากมาให้ผมด้วย)
Here’s a souvenir of my trip to Roi Et. (นี่คือของที่ระลึกจากงานที่ผมไปที่ร้อยเอ็ด)
Did you bring me back a souvenir ? (คุณได้เอาของฝากมาให้ผมไหม)
มีอีกคำหนึ่งคือ memento ซึ่งหมายถึง ของที่ระลึก เหมือนกัน แต่อาจไม่ใช่มาจากสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าถามผม คำว่า memento คือของเล็กๆ ที่ได้รับเมื่อไปร่วมงาน หรือไปงานแต่งงาน (พอเอา 10 บาทใส่ซอง เสียบในกลองนั้น และก็รับของที่ระลึก) หรือแม้ที่งานศพ ของที่ระลึกนั้นเรียกเป็น memento ได้ครับ ในคำนี้มองเห็นคำว่า memory ออกไหม memory คือความทรงจำ ซึ่งมาจากรากทรัพย์เดียวกัน ดังนั้น memento คือ สิ่งของที่ทำให้เรานึกถึงอดีตก็ได้


as to/as for
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์
ผมกำลังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เวลาอ่านหนังสือพิมพ์มักจะพบ As to ตอนต้นประโยค ผมไม่เข้าใจครับ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม
Soton
คนไทยพูด "ในส่วนของ ..." แต่ฝรั่งไม่พูดอย่างนั้น (เพราะฝรั่งส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาไทยครับ) เขาใช้ "as for" เช่น
As for the staff, I think they should get a 10 percent pay increase. (ในส่วนของพนักงาน ผมคิดว่าควรเพิ่มเงินเดือนร้อยละ 10)
As for you, you're not coming with us. (ในส่วนของคุณ คุณจะไม่ไปกับเรา)
ในบางสถานการณ์เราใช้ as to แทน as for ครับ แต่ไม่ใช่ทุกกรณีครับ ในประโยคแรกเราสลับกันได้ (As to the staff ...) แต่ในประโยคที่สองสลับไม่ได้ครับ ผมอยากให้คุณใช้ as for มากกว่า as to ครับ
แลกรูปภาพ
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ คือว่าหนูได้คุยเอ็มเอสเอ็นกับฝรั่งคนนึง เขาเป็นคนบราซิลค่ะ เพิ่งได้คุยกัน 2 ครั้งเองแล้วเขาจะขอแลกรูปกับหนู หนูอยากจะบอกเขาว่า "ฉันยังไม่รู้จักคุณดีพอที่จะแลกรูปกัน" จะพูดเป็นภาษาอังกฤษยังไงดีคะ
Chonlada
สมัยก่อนต้องรู้จักกันดีพอถึงแลกเบอร์โทรศัพท์ สมัยนี้ต้องรู้จักกันดี ก่อนที่ให้รู้ว่าหน้าตาเราเป็นอย่างไร! ที่แปลกประหลาดไปกว่านั้น หลายคน แลกเบอร์โทรศัพท์เรียบร้อยแล้วก่อนที่แลกรูปภาพ...เกิดอะไรขึ้นกับ สังคมเราแน่ๆ คงไม่ใช่สิ่งที่ไม่สุภาพที่จะขอดูภาพน้องนะครับ
แต่ถ้าอยากรู้จักเขาดีกว่านี้ก่อน คงต้อง เขียนว่า I'd like to get to know you better before we swap pictures.
ในประโยคนี้มี 2 คำที่น่าสนใจคือ 1. to get to know you หมายถึง รู้จักคุณให้มากขึ้น ดังนั้น to get to know you better หมายถึง รู้จักคุณ ให้ดีกว่านี้ 2.คำว่า swap ที่ออกเสียว่า สวอบ หมายถึง exchange หรือ แลกเปลี่ยน ดังนั้น swap pictures หมายถึง แลกรูปภาพ
มีอีกวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้โดยไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ นั่นคือ ส่งภาพ ทาทายัง ไปให้เขา รับรองเขาต้องตอบแน่ๆ


รสชาติ
เรียน คุณแอนดรูว์ อยากทราบว่า ถ้าเราจะบอกลูกค้าชาวต่างชาติว่า อาหารจานนี้รสชาติเป็นอย่างไร เช่น รสจัดแต่ไม่เผ็ด (เช่น ผัดไทย) รสจัด เผ็ดร้อน (เช่น ต้มยำ) รสกลมกล่อม (เช่น บะหมี่ผัดแบบจีน) และอาหารเจ กับอาหารมังสวิรัติ เราจะใช้คำว่า vegetarian food ได้เหมือนกันหรือไม่คะ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธีการทำจะแตกต่างกัน เพราะอาหารมังสวิรัติ ยังรับประทานไข่ได้ แต่อาหารเจไม่ใส่ไข่
ขอบคุณค่ะ Punyaporn
รสชาติคือ taste ครับ มีหลายประเภท เช่น spicy หรือ hot ในความหมายว่า เผ็ด Can you eat hot food ? (คุณทานอาหารเผ็ดไหม) This somtam is a little too spicy. (ส้มตำจานนี้เผ็ดเกินไปนิดๆ)
ส่วนรสจัด น่าจะแปลว่า strong ครับ เช่นThis has a very strong taste. What is it ? (อาหารนี้รสจัด เรียกว่าอะไรนะ)
Please don’t make it too strong. (กรุณาอย่าทำให้รสจัดมาก)
อาหารที่ไม่มีรสชาติ ใช้ bland หรือ tasteless (ใช้แทน no car no nation ครับ !)
The dinner was fun, but the food was a little tasteless. (งานทานข้าวสนุก แต่อาหารจืดไปหน่อย)
คำถามสุดท้ายฝรั่งไม่มีกินอาหารเจ (vegetarian) มีแต่ มังสวิรัติ ที่แปลว่า vegetarian เหมือนกัน เช่น
I’m a vegetarian. (ผมเป็นมังสวิรัติ)
Do you have any vegetarian food ? (คุณมีอาหารมังสวิรัติไหม)
apply
เรียนคุณแอนดรูว์บิ๊กส์ รบกวนช่วยให้คำอธิบายการใช้สำหรับคำว่า apply ด้วยครับ เนื่องจากมีหลายความหมาย เช่น สมัคร การนำไปใช้ และหากจะใช้ในกรณีบริษัทรับสมัครงาน และ พนักงานสมัครงาน ใช้อย่างไร ขอบคุณล่วงหน้าครับ
Thanit
ประเด็นนี้กว้างมาก ผมขอเสนอ 3 ความหมายหลักที่มักพบบ่อยที่สุดได้มั้ย ที่เหลือก็เอาเป็นว่าเราคุยวันหลัง

1. apply หมายถึง สมัคร
I’d like to apply for a job with your company. (ผมอยากสมัครงานที่บริษัทคุณ)
What position are you applying for? (คุณจะสมัครตำแหน่งอะไร)
2. apply หมายถึง ทา
Apply the cream evenly on your face. (ทาครีมอย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า)
Apply two coats of paint. (ทาสีสองรอบ)
3. apply ยังหมายถึง นำมาใช้ เช่น
Can you apply this theory to the work you are doing? (คุณสามารถนำทฤษฎีนี้เอามาใช้ในการทำงานของคุณไหม)
Apply your energy to this task! (จงเอาพลังของคุณมาใช้กับงานนี้ กลายเป็นคำว่ากล่าวที่เราใช้กับคนขี้เกียจหรือไม่ตั้งสติต่องาน)

in time
สวัสดีค่ะ อ.แอนดรูว์ In time, on time และ ไม่มีเวลา มีความหมายอย่างไรบ้างคะ ขอบคุณค่ะ
Sakura
ง่ายที่สุดคือ
in time = ภายในเวลาที่กำหนด
on time = ตรงเวลา
ผมขอยกตัวอย่างครับ..
The movie starts at 8. Will we make it in time? (หนังเริ่มฉาย 2 ทุ่ม เราจะทันไหม)
The meeting starts at 4. Make sure you’re on time. (การนัดประชุมเริ่มต้นตอน 4 โมงเย็น ต้องตรงเวลาให้ได้)
วลี in time ยังมีความหมายว่า ในที่สุด หรือ หลังจากที่เวลาผ่านไป ซึ่งไม่เกี่ยวกับความหมายแรก เช่น...
Don’t be upset about breaking up with your girlfriend. In time you will forget her. (อย่าเสียใจเพราะเลิกกับแฟน ในที่สุดคุณก็คงลืมเธอ)
We are strangers now, but in time we will become friends. (ตอนนี้เราไม่รู้จักกัน แต่ในที่สุดเราต้องเป็นเพื่อนกัน)
สุดท้ายก็ ไม่มีเวลา ภาษาอังกฤษจะพูดว่า
I don’t have any time! หรือ I haven’t got any time! หรือ I have no time! แล้วแต่ชอบครับ
Indeed
สวัสดีครับ คือผมมีเรืองไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่ง คำว่า Indeed ใช้ในโอกาสไหนบ้างครับ ขอบคุณฮะ
Marwin
Indeed เป็นคำที่น่ารักมาก ความหมายคือ ใช่เลย แม่นแล้ว เช่น
It’s a hot day today. (วันนี้ร้อน)
Indeed. (ใช่ครับ)
หรือเป็นคำที่ทำหน้าที่เน้นสิ่งที่เราพูด มักตามกริยา to be อย่างเช่น
It is indeed a hot day today. (วันนี้ร้อนมาก หรือ เป็นเรื่องจริงที่วันนี้อากาศร้อน)
คำนี้จะพบควบคู่กับคำว่า very บ่อย คงหมายถึง มาก กึ่ง จริง ซึ่งวาง indeed ท้ายประโยค เช่น
It’s a very hot day indeed. (วันนี้ร้อนจริงๆ)
บางครั้งเราใช้คำนี้ต้นประโยคในความหมายว่า นี่คือเรื่องจริงนะ เช่น
Indeed, it hasn’t been this hot for a long time. (จริงๆ แล้ว มันไม่ได้ร้อนขนาดนี้ตั้งนาน)
คงต้องบอกด้วยว่า indeed คำนี้อาจถือว่าเป็นคำโบราณ ไม่ใช้มากเหมือน 100 ปีที่แล้ว
What is it on ?
คุณแอนดรูว์คะ คำถามที่ว่า What is it on ? แปลว่าอะไรคะ ขอบคุณค่ะ
Benz
ผมกำลังเดาบริบทอยู่ แต่คงแปลว่า "มันเกี่ยวกับอะไร" หรือ "หัวข้อคืออะไร" เช่น
I'm writing an essay. (หนูกำลังเขียนเรียงความค่ะ)
What is it on ? (มันเกี่ยวกับอะไรครับน้อง)
It's about loneliness. (มันเกี่ยวกับความเดียวดายค่ะ)
Really ? Let me sit next to you and help you write it. (จริงหรือครับ ให้พี่นั่งใกล้ๆ และช่วยน้องเขียนดีมั้ย)
คำว่า on ในสถานการณ์เช่นนี้หมายถึง about หรือ เกี่ยว ครับ เพราะเราสามารถถามว่า What is it about ? โดยมีความหมายเดียวกับ What is it on ?
ยกตัวอย่างครับ
There's a good TV show on tonight. (คืนนี้มีรายการโทรทัศน์ที่น่าดู)
What's it on ? (What's it about ?) (มันเกี่ยวกับอะไร)
It's about poor people in At Samart. (มันเกี่ยวกับคนจนที่อาจสามารถ)
เอ้อ บังเอิญผมใช้คำว่า on ในตัวอย่างนี้ในอีกความหมายหนึ่ง (There's a good TV show on tonight) ซึ่งความหมายของ on คือ ฉายอยู่ เช่น
Turn on the TV. (เปิดโทรทัศน์ซะ)
Why ? What's on ? (ทำไม มีอะไรดู)
Dae Jung Geum. (แดจังกึมไง)

don't, no, not
สวัสดีครับ ผมอยากถามคุณแอนดรูว์เกี่ยวกับความหมายและการใช้สามคำนี้ครับ don't, no, not เพราะว่าจะสับสนมาก ขอบคุณครับ
Harit
ผมเสนอให้น้อง Harit หาตำราสอนไวยากรณ์อังกฤษเพื่อเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง ผมเองพยายาม ไม่แตะต้องเรื่องไวยากรณ์อังกฤษในคอลัมน์นี้เพราะทำให้ผมรู้สึกน่าเบื่อ เวลาผมอ่านเรื่องไวยากรณ์มากๆ เกิดอารมณ์เสีย อยากทำลายสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าไวยากรณ์จำเป็นแต่อ่านแล้วรู้สึกทรมานเหลือเกินครับ
เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมขอเสนอกฎทั่วๆ ไป ที่อาจช่วยคุณในช่วงต้นนี้เพื่อสกัดความสับสนออกจากชีวิตคุณ คือ
ใช้ no กับ noun … not กับ adjective … และ don’t กับ verb สิ่งที่ต้องท่องจำคือ “no-noun, not-adjective, don’t-verb” เช่น
no-noun (I have no money = ผมไม่มีเงิน, He has no time to help you = เขาไม่มีเวลาเพื่อช่วยคุณ)
not-adjective (I am not stingy! = ผมไม่ใช่คนขี้เหนียว, She’s not my girlfriend. = เธอไม่ใช่แฟนผม)
don’t-verb (I don’t like you. = ฉันไม่ชอบพี่, He doesn’t eat meat. = เขาไม่กินเนื้อสัตว์)
ย้ำอีกครั้ง นี่คือกฎทั่วไป หาตำราดีๆ เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม แต่พยายามไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมนะครับ
ไปรับ ไปส่ง
เรียน คุณแอนดรูว์ พ่อแม่ไปรับไปส่งผมที่โรงเรียนทุกวัน อยากทราบว่า "ไปรับ ไปส่ง" ในภาษาอังกฤษคืออะไร
Nat (ด.ช.ณัฐ)
น้อง Nat สามารถบอกเพื่อนด้วยความภาคภูมิใจว่า...Every day my parents drive me to school. (ทุกๆ วันคุณพ่อคุณแม่ไปส่งผมที่โรงเรียน) เพราะว่า to drive คือ ขับรถ แต่ในสถานการณ์นี้ ถ้าใครไปส่งโดยใช้รถยนต์ก็สามารถใช้ drive ได้
และตอนบ่าย น้อง Nat ก็พูดกับเพื่อนๆ อีกรอบหนึ่งว่า...Every day my parents pick me up from school. (ทุกๆ วันคุณพ่อคุณแม่ไปรับผมที่โรงเรียน) เพราะว่า to pick up หมายถึง ไปรับ หรือ มารับ ทางรถยนต์
ที่แน่ๆ คือ อย่าใช้ send ในความหมายว่า ส่ง ครับ เพราะ send มักใช้กับสิ่งของ ไม่ใช่บุคคล โดยเฉพาะบุคคลที่รัก น้อง Nat อย่างคุณพ่อคุณแม่ครับ
พูดโกหก
เรียนคุณแอนดรูว์ครับ ขอรบกวนเรียนถามความแตกต่างของคำว่า โกหก หรือ พูดโกหก ที่มักได้ยินพูดว่า tell a lie, bullshit, cheat ไม่ทราบว่าใช้ต่างกันอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
ด.ช.Pongpat (สาทร)
ผมไม่อยากให้น้องใช้ bullshit เพราะฟังแล้วไม่เพราะเท่าไร รอให้โตเป็นผู้ใหญ่และก็ใช้กับเพื่อนฝูงเท่านั้น คำว่า bullshit (ขี้กระทิง) เป็นคำที่มีสารพัดความหมาย แต่ละความหมายหยาบคายทั้งนั้น แต่น้องพูดถูก บางครั้งแปลว่า โกหก เช่น Don't bullshit me ! (อย่าโกหกฉัน) ย้ำอีกครั้ง อยากให้คุณเข้าใจแต่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ครับ
tell a lie หรือ lie หมายถึง โกหกครับ ไม่หยาบคาย เช่น...
I love you. (ฉันรักเธอ)
You're lying ! (พี่กำลังโกหกหนูอยู่ !)
แต่ cheat มักจะหมายถึง โกง มากกว่า โกหก เช่น
This is a fair price. I'm not cheating you ! (นี่คือราคาแฟร์ ผมไม่ได้โกงคุณ)
สรุปว่า lie หมายถึง โกหก cheat หมายถึง โกง ส่วน bullshit หมายถึงพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอนน้องวิธีพูดเพราะ
beyond help
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ คือตอนนี้หนูศึกษาภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง และตอนนี้หัดอ่านหนังสือฉบับภาษาอังกฤษ อยากขอความกรุณาคุณแอนดรูว์ช่วยอธิบายให้ด้วยค่ะ I am beyond help.
ขอบพระคุณค่ะ Supa
บุพบท beyond หมายถึง เลย อยู่ถัดไปจาก เช่น ....
My house is beyond the mountain. (บ้านผมอยู่ด้านหลัง หรือเลยภูเขา)
Khon Kaen is beyond Khorat. (ขอนแก่นอยู่เลยโคราช)
จากแนวความคิดนี้...อยู่เลย หรืออยู่ไกล... เราได้สำนวน beyond help ที่หมายถึง อยู่ห่างจากความช่วยเหลือ ดังนั้นถ้าอะไร beyond help นั่นหมายถึง ช่วยไม่ได้หรอก เช่น...
I'm beyond help. (ผมแย่มาก ไม่มีอะไรช่วยผมได้เลย)
I'm afraid your father is very sick. He's beyond help. (ผมเกรงว่าคุณพ่อของคุณป่วยหนัก ไม่สามารถช่วยเขาได้)
Don't give her another chance. She's beyond help. (อย่าให้โอกาสเธออีก เธอนิสัยไม่ดี เธอไม่สามารถปรับนิสัยได้เลย)
That's a shame
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ ได้ยินคำว่า That's a shame. บ่อยมากๆ เวลาดูหนังต่างประเทศ หมายความว่าอะไรและใช้อย่างไรคะ
ขอบคุณค่ะ Na
That's a shame! หรือ What a shame! หมายถึง น่าเสียดายจัง (What a pity ก็เหมือนกัน) แต่ประโยคนี้เป็นสำนวนนะครับ ปกติคำว่า shame หมายถึง ความอับอาย เป็น กริยา เช่น...
You've shamed our entire family! (คุณทำให้ทั้งครอบครัวรู้สึกอับอายคุณเสียชื่อทั้งครอบครัว หรือเป็นนามก็ได้
You have brought shame to our entire family! (ความหมายเดิม)
สำนวนที่คุณอาจเคยได้ยินคือคำอุทาน Shame on you! ซึ่งหมายถึง คุณควรละอายแก่ใจ ใช้เวลาใครพูดหรือทำอะไรไม่ดี เช่น
I just left my pregnant wife to go live with a beautiful hairdresser. (ผมเพิ่งทิ้งเมียที่ท้องเพื่อไปอยู่กับช่างเสริมสวยที่สวยงาม)
Shame on you! (คุณแย่มาก! ควรละอายแก่ใจ)
falling apart
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ ช่วยกรุณาอธิบายความหมายของคำว่า falling apart สักหน่อยได้ไหม
Kanika
ได้ครับ เคยไหม เคยมีวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ประสบความสำเร็จ ผมหมายถึง ตื่นนอนขึ้นมาแล้วทะเลาะกับแฟน เดินไปที่ป้ายรถเมล์ก็ถูกหมากัด แถมถึงออฟฟิศแล้วเจ้านายกัด อาหารเช้าไม่อร่อย งานไม่เสร็จเสียที ข้างในรู้สึกเหมือนภูเขาที่กำลังจะระเบิด นี่แหละครับ ความรู้สึก falling apart
falling apart คือ รู้สึกกดดันจนอาจควบคุมตัวเองไม่ได้.อีกไม่นานต้องระเบิด ต้องกรี๊ด ต้องร้องไห้ ต้องสารภาพกับเพื่อนสนิทว่า I'm falling apart! (ฉันกำลังสติแตกอยู่)
แต่อย่าเพิ่ง fall apart นะครับ ทำอะไรที่แก้ปัญหาสิ วันรุ่งขึ้นอย่าพูดอะไรกับแฟนแม้แต่คำเดียว เพราะเธอตัดสินใจจะหาแฟนใหม่แล้ว โทรหาเทศบาลเรียกให้จับหมาจอมกวนตัวนั้น บอกเจ้านายว่า จะไม่ทนคำหยาบจากเจ้านายอีกต่อไปแล้ว เปลี่ยนร้านอาหาร กระจายงานให้คนอื่นทำ ในที่สุดก็รู้สึกดีขึ้น แข็งแรงขึ้น จนสามารถบอกเพื่อนสนิทว่า I've pulled myself together! (ฉันกลับเข้าสติเดิมแล้ว)







in line
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ คำว่า in line หมายความว่าอะไร ผมเห็นประโยคนี้คือ Our policy is in line with the government's standards and the law. ขอบคุณครับ Hui
คำ in line มี 2 ความหมายหลัก line หมายถึง เส้น หรือ แถว เช่น Stand in line. (เข้าแถว) หรือ Get in line. (เข้าแถว เหมือนกัน แต่ออกเป็นคำสั่งมากกว่า stand in line) แต่อีกความหมายหนึ่ง ซึ่งตรงกับประโยคของคุณคือวลี in line with ซึ่งหมายถึง ตรงกับ สอดคล้องกับ หรือ มี แนวความคิดเดี่ยวกัน เช่น...
You must dress in line with company regulations. (คุณต้องแต่งตัวตามนโยบายหรือกติกาของบริษัท)
Your thinking is in line with my own philosophy. (ความคิดของคุณตรงกับปรัชญาของผม)
ดังนั้น Our policy is in line with the government's standards and the law. จึงหมายถึง นโยบายเราตรงกับมาตรฐานของรัฐบาลและตามกฎหมาย
คงต้องทิ้งท้ายกับสำนวน You're out of line ! ซึ่งดูเผินๆ หมายถึง คุณอยู่นอกเส้น แต่ความหมายแท้คือ คุณพูดหรือทำอะไรไม่ถูก หรือผมรับไม่ได้เลย เช่น...Hi Andrew.
Wow. You look fat and ugly today. (สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ วันนี้คุณดูอ้วนและขี้เหร่) Hey ! You're out of line! (เฮ้ย พูดอะไรวะ ไม่ถูกใจเลย)
count on
Dear Andrew Biggs ขอบคุณที่เขียนที่สนุกสนานมาก ผมอยากรู้ว่า count on หมายความว่าอะไร ผมได้เจอประโยคนี้ครับ คือ We need someone we can count on to treat us nice."
จาก Pong
count on หมายถึง วางใจ หรือ ไว้ใจ ความหมายเหมือน trust ครับ เช่น...
You can count on me. (คุณไว้ใจผมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์)
I can’t count on you helping me any longer. (ผมไม่สามารถวางใจคุณได้อีกต่อไป)
Can I count on you? (ผมวางใจคุณได้หรือเปล่า)
I counted on you! And you let me down! (ผมได้ไว้ใจคุณ แต่คุณทำให้ผมผิดหวัง … let down หมายถึง ทำให้อีกคนหนึ่งผิดหวัง)
ส่วนประโยคของคุณที่ว่า We need someone we can count on to treat us nice. ความหมายก็คือ "เราต้องการคนที่รับรองจะทำดีต่อเรา ไม่ทราบว่า เป็นคุณ Pong หรือ เปล่า"
Neither do I.
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ ช่วยบอกวิธีใช้ Neither do I. อย่างละเอียดได้ไหมครับ ว่าไช้เมื่อไร เป็นอดีตมีรูปประโยคว่าอะไรต้องการมากครับช่วยทีนะครับ อย่างช้าวันพรุ่งนี้นะครับ ถ้าไม่ได้ไม่เป็นไรครับ คือผมต้องใช้ทำรายงาน อยากให้ช่วยจิรงๆ
ขอบคุณครับ จาก Autsataporn
ประการแรก แม้ว่าผมอยากให้คนไทยทุกคนเก่งภาษาอังกฤษ และผมพร้อมที่จะช่วยน้อง แต่ชีวิตผมในแต่ละวันค่อนข้างยุ่ง ต้องอยู่หลายสถานที่ในวันเดียวกัน ไม่ได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ถ้าต้องการคำตอบภายใน 24 ชั่วโมง น้องต้องหาฝรั่งแถวบ้านช่วย เพราะแอนดรูว์เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่หล่อ ไม่รวย แต่ก็อย่างน้อยมีคอลัมน์ตอบปัญหาภาษาอังกฤษวันละหนึ่งปัญหา ไม่ใช่วันละ 100 ปัญหานะครับ ขอเห็นใจลุงแอนดรูว์สักนิดได้ไหมครับน้อง
ประการที่สอง Neither do I. เป็นคำตอบที่แปลว่า ผมก็ไม่เหมือนกัน เช่น..
I don't like durian. (ผมไม่ชอบทานทุเรียน) Neither do I. (ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน)
I don't smoke. (ผมไม่สูบบุหรี่) Neither do I. (ผมไม่สูบเหมือนกัน)
ส่วน อดีตกาลก็ใช้ did ครับ เช่น...I didn't go to the party last night. (เมื่อคืนผมไม่ได้ไปงานฉลอง) Neither did I. (ผมก็ไม่ได้ไปเหมือนกัน)
หวังว่าน้องได้หายโกรธแล้วครับ
badly-อย่างเลว
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ เพื่อนหนูที่ประเทศเนปาลเขียน email บอกว่า I am missing you badly. หนูไม่เข้าใจคำว่า badly. ถ้าเขาคิดถึงหนูทำไมเขาต้อง badly???
จาก Moo (หนองคาย)
bad แปลว่า เลว เป็น adjective เช่น...
I'm bad at Laotian. (ผมพูดภาษาลาวแย่มาก)
Your new hairstyle is bad. (ทรงผมเธอแย่)
Her boyfriend is a bad kisser. (แฟนเขาจูบไม่ได้เรื่อง)
คำว่า badly เป็น adverb (คำที่ขยายความของ verb หรือ adjective) ที่แปลว่า อย่างเลว อย่างแย่
I speak Laotian badly. (ผมพูดภาษาลาวไม่คล่องเลย)
Your hairdresser cut your hair badly. (ช่างตัดผมของเธอตัดผมเธอแบบแย่)
Her boyfriend kisses badly. (แฟนเธอจูบไม่ได้เรื่อง)
แต่.ในบางกรณี badly ไม่ได้หมายถึง อย่างเลว แต่หมายถึง อย่างมาก เช่น
I need some food badly. (ผมหิวมาก ผมต้องการอย่างมากที่จะทานข้าว) I miss you badly. (ผมคิดถึงเธออย่างมาก) ดังนั้นอย่าเพิ่งโกรธเพื่อนที่เนปาลนะครับ เพราะเขาคิดถึงเธอเหลือเกินในช่วงนี้ พบกันใหม่ อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวครับ
go to the dogs หมายถึง เสื่อมลง
คุณแอนดรูว์คะ หนูชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากเลยค่ะ แล้วหนูอ่านไปเจอประโยคที่ว่า to go to the dogs หนูไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไรคะ เพราะถ้าแปลตรงๆ ตัว มันก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเนื้อ จาก ป่าน (Pan)
ตอนนี้ Pan เข้าใจอย่างดีว่า ฝรั่งงงมากน้อยแค่ไหนเมื่อคนไทยตอบเขาว่า เขาพูดอังกฤษ snake snake fish fish หรือไม่ก็ children children (เรื่องเด็กๆ) คือไม่ควรแปลสำนวนตรงตัว เพราะมักจะเกิดปัญหา
สำนวน to go to the dogs หมายถึง เสื่อมลง สภาพเริ่มแย่ เปลี่ยนจากฐานะดีไปถึงเสีย เช่น
Bakkhoi went to the dogs after he started doing drugs. (บักข่อยแย่ลงทุกอย่าง หลังจากที่เขาเริ่มใช้ยาเสพติดเป็นประจำ)
That restaurant used to have the best fermented fish in town … but now it's gone to the dogs. (ร้านอาหารนั้นเคยมีปลาร้าอร่อยที่สุดในเมือง แต่ตอนนี้มันไม่ดีแล้ว แย่ลงเยอะ)
What happened to Somcheng ? Ever since she got married she's gone to the dogs. (เกิดอะไรขึ้นกับส้มเช้งล่ะ ตั้งแต่เธอแต่งงาน เธอก็ไม่สวยแล้ว)
ฝรั่งเรามีสำนวนเกี่ยวกับหมาอีกมากมาย เช่น to work like a dog (ทำงานหนัก) dog-tired (เหนื่อยมาก) กับ dog days (วันที่อากาศร้อนมาก...ก...ก)
by the way
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ มี 2 คำถามค่ะ คือ กำลังอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ แล้วเจอคำว่า by-the-by เลยงงๆ เพราะเคยได้ยินแต่ by the way กับอีกคำคือ But of course. ขอยกตัวอย่างประโยคถามตอบนะคะ A. May I speak to you? It's urgent. B: But of course.
สงสัยว่าทำไมต้องมี but ด้วยล่ะ ทำไมไม่ of course ไปเลย หรือจะหมายความว่าจริงๆ ไม่อยากคุยแต่ปฏิเสธไม่ได้ค่ะ
Cherry
ดีใจที่น้องอ่าน Harry Potter ฉบับภาษาอังกฤษ ผมขอแนะนำผู้อ่านรีบหาหนังสือ Harry Potter มาอ่าน ไม่ยากเลย แถมสนุกมาก เหมาะสำหรับใครที่อยากเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ เพราะยิ่งอ่าน ยิ่งเก่ง
ความหมายแท้ๆ ของ by the way คือ นี่คือนอกเรื่องแต่ว่า …” เช่น
I really like you. By the way, how old are you? I’ve never asked. (ผมชอบน้องมาก เอ้อ ว่าแต่ว่า น้องอายุเท่าไร ผมไม่เคยถาม)
คำว่า by the by เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราพูด และเขียนคำว่า by the way เช่น
This is by the by, but how old are you? (นี่นอกเรื่อง แต่คุณอายุเท่าไร)
ส่วน but of course แปลว่า of course ไม่มีอะไรแตกต่างกัน But of course. ฟังโบราณๆ สักหน่อย ผมเชื่อว่ามาจากสำนวน mais oui ของภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า But yes. อาจเป็นการให้น้ำหนักกับคำว่า yes.
pick up
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ คำว่า pick up ใช้อย่างไรคะ pick upใช้กับการไปรับหรือมารับคะ แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อสินค้าและสินค้านั้นต้องใช้เวลาในการสั่ง ถ้าเขาจะมารับสินค้าเองส่วนใหญ่เขาจะใช้คำว่า pick up ค่ะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือเปล่า
Waraporn.
pick up มี 3 ความหมายหลักครับ คือ 1.เก็บของที่ตกลง เช่น...Pick up your dirty clothes from the floor ! (เก็บเสื้อผ้าที่ใช้ไปแล้วจากพื้น)
2.จีบสาวจนสำเร็จ...เช่น I picked up the most beautiful woman last night in the library. (เมื่อคืนผมจีบสาวสุดสวยที่ห้องสมุด)
How did you go at the seminar ? Did you pick anybody up ? (งานสัมมนาเป็นอย่างไร นายได้จีบใครบ้าง)
3.รับของ เช่น When can I pick up the goods ? (ผมสามารถมารับสินค้าเมื่อไร)
รวมถึง รับคน ด้วย เช่น What time is your flight ? I’ll pick you up. (คุณมาถึงสนามบินกี่โมง ผมจะไปรับคุณ)
Wait outside your home and I’ll pick you up at 8. (รอหน้าบ้านและผมจะมารับคุณตอน 8 นาฬิกา)
pick up ยังหมายถึง มารับ / ไปรับ เช่น When can I pick it up ? (ผมสามารถมารับ/ไปรับ สินค้าเมื่อไร) ตอบ You can pick it up here. (คุณรับสินค้าได้ที่นี่) หรือ You can pick it up at head office. (คุณรับที่สาขาใหญ่ได้)

Don’t cha
ใครว่าแอนดรูว์เชย ไม่มีทางหรอก ผมเป็นคนที่ทันสมัยมาก ยกตัวอย่าง ชอบฟังเพลงล่าสุด และรู้ว่าเพลงที่กำลังประสบความสำเร็จในเมืองไทยปัจจุบันนี้คือเพลง Don’t Cha ร้องโดยวง Pussycat Dolls ชื่อเพลงนี้น่าสนใจมาก Don’t cha เกิดมาจาก Don’t you ซึ่งเวลาเราพูด t จากคำว่า Don’t กับ y จากคำว่า you จะชนกัน จะกลายเป็น Don’t cha
Don’t cha นี้เป็นส่วนต้นของโครงสร้างคำถามหนึ่งในภาษาอังกฤษที่เราใช้เมื่อเราคาดว่าเรารู้คำตอบอยู่แล้ว ในเนื้อเพลงนี้ นักร้องสาวยั่วยุชายหนุ่มคนหนึ่ง โดยถามว่า "พี่รู้สึกเสียดายที่แฟนพี่ไม่สวยเท่าหนูชามั้ยล่ะ" ประโยคเต็มที่เขาร้องคือ Don’t you wish your girlfriend was hot like me ? ซึ่ง Don’t you wish …? ที่นี้หมายถึงคุณไม่หวังไม่ใช่หรือว่า (แฟนพี่เร่าร้อนเหมือนหนู) …?
ดัง 2 ตัวอย่างนี้ครับ
Don’t you wish you’d finished university ? (คุณไม่รู้สึกเสียดายหรือที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย)
Don’t you wish you’d met me before you got married ? (คุณไม่หวังไม่ใช่หรือว่าพี่ได้พบหนูก่อนที่พี่ได้แต่งงาน)
เห็นไหมครับ เราสามารถเพลิดเพลินกับไวยากรณ์ และเป็นคนทันสมัย ในเวลาเดียวกันได้
เข็ดไม่อยากทำ
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ ผมไม่เข้าใจประโยค Been there done that…เท่าที่ดูก็เป็นกริยาช่องที่ 3 แต่มันเป็นประโยคได้อย่างไร เพื่อนชาวอเมริกันเขียนว่า I won’t go back to school. Been there done that. ซึ่งไม่เข้าใจเลย
จาก Earth
ถ้าเราแยกเป็น 2 ประโยคความหมายก็จะ เริ่มโผล่ขึ้น ครับ คือ
I have been there. (ผมเคยไปที่โน่นแล้ว)
I have done that. (ผมเคยทำอย่างนั้นเรียบร้อยแล้ว)
“I have been there. I have done that.” พูด 2 ประโยคเหล่านี้รู้สึกเสียเวลาเยอะ เราเลยย่อเป็น “Been there, done that.” ซึ่งพูดง่ายกว่า
ประโยค “Been there, done that” จึงเป็นสำนวนที่เราใช้ในความหมายว่า "ผมเคยทำแบบนั้นอยู่แล้ว จนรู้สึก เข็ด ไม่อยากทำอีกต่อไป" หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ความหมายคือ "ไม่อยากทำอีกครั้ง" ที่เพื่อนคุณเขียน เขาหมายความว่า เขาเบื่อโรงเรียน เขาเคยเรียนแล้ว เขาไม่อยากเรียนต่อ เพราะเขารู้สึกน่าเบื่อมาก ดังนั้นความหมายคือ "ผมจะไม่กลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ผมเคยเรียนแล้ว ไม่อยากเรียนอีก"
สำนวนนี้ใช้กับแฟนเก่าของคุณได้ เช่น
I don’t want to get back together with Somcheng. Been there, done that. (ผมไม่อยากกลับมาคืนดีกับส้มเช้ง เบื่อเขาแล้ว ไม่เอาน้า...)
Just in case = เผื่อเหลือเผื่อขาด
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ อยากทราบว่า เผื่อเหลือเผื่อขาด ในภาษาอังกฤษต้องใช้อย่างไรคะ หรืออย่างประโยคว่า เผื่อๆ ไว้ มีเอาไว้เผื่อๆ หรือเผื่อขาดเผื่อเกิน จะได้มีไว้ใช้ได้ ขอบคุณมากค่ะ Suwanee
ใช้สำนวน Just in case ก็ได้ครับ คำว่า case หมายถึง กรณี หรือ สถานการณ์ (รวมถึงคดีในศาล) ดังนั้น in case หมายถึง ในกรณีที่เช่น
In case of fire, do not use lifts. (ในกรณีเกิดไฟไหม้ อย่าใช้ลิฟต์)
In case I don’t see you again, have a good trip. (ถ้าเผื่อไม่เจอกันอีก ก็เดินทางโดยสวัสดิภาพ)
จากวลีนี้เราได้สำนวน just in case ซึ่งน่าจะหมายถึง เผื่อไว้ เช่น
Pack another shirt just in case. (ใส่เสื้ออีกตัวหนึ่งในกระเป๋าเผื่อไว้)
It’s sunny now, but I still think we should take an umbrella just in case. (ตอนนี้อากาศดี แต่ผมยังคิดว่าเราน่าจะเอาร่มไปเผื่อไว้)
จากตัวอย่างที่สองจะเห็นว่า just in case มีความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ ทำอะไรบางอย่างเผื่อสถานการณ์จะเปลี่ยนไป
เซ็นรับรอง
เรียนอาจารย์ Andrew ผมมีเรื่องที่จะรบกวนถามสำนวนภาษาอังกฤษสักหน่อยดังนี้ ผมต้องการให้บริษัทแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษส่งเอกสารให้ ต้องการเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้ได้ความหมายว่า สำเนาเอกสารนั้น ให้รับรองสำเนาถูกต้อง+พร้อมลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจ+ประทับตราของบริษัทเขาด้วย และขอให้รับรองสำเนาดังกล่าวทุกหน้าเอกสาร
Ee-am
สมัยนี้บริษัทต่างประเทศยังมีตราประทับด้วยหรือครับ นึกว่าเป็นประเทศไทยประเทศเดียวที่เหลือที่ยังใช้ระบบนี้อยู่ ไม่เป็นไรหรอกครับ ในสถานการณ์แบบนี้เราใช้กริยา to certify ซึ่งเป็นภาษากฎหมาย หมายถึง เซ็นรับรอง คงต้องเขียนว่า
Please certify the document as a true and correct copy and affix a company seal.
ประโยคนี้หมายถึง ช่วยกรุณาเซ็นรับรองสำเนาเอกสารและประทับตราของบริษัท คำว่า company seal หมายถึง ตราประทับ ถ้าอยากจะเน้นให้เซ็นทุกหน้าของสำเนาก็บอกว่า vPlease certify every page of the document as a true and correct copy and affix a company seal.
หวังว่าจะได้ผลนะครับ
bygones...ลืมเถอะ
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ คืออยากจะทราบว่า Let bygones be bygones ประโยคนี้แปลว่าอะไรหรอครับ แล้วสงสัยน่ะครับว่าทำไม by กับ gones ถึงติดกันน่ะครับ ขอบคุณมากครับ
Tatree (สัมพันธวงศ์)
คำว่า bygones หมายถึง เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วในอดีต เป็นคำที่เราไม่ค่อยได้ใช้ในปัจจุบัน นอกจากสำนวน Let bygones be bygones.เคยมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตคุณที่ทำให้คุณรู้สึกเศร้า โกรธ ผิดหวัง ไม่พอใจไหม คุณอาจถูกแฟนคุณทิ้ง หรือไม่ประสบความสำเร็จที่ทำงานเพราะเพื่อนร่วมงานงี่เง่า คุณรู้สึกโกรธหรือโกรธแค้น คิดอะไรไม่ได้นอกจากเหตุการณ์นั้น คุณเลยระบายความรู้สึกกับเพื่อนสนิท ถ้าเพื่อนสนิทนั้นเป็นฝรั่งเขาอาจฟังเรื่องเล่าของคุณและก็ตอบว่า Let bygones be bygones. ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง ยอมให้สิ่งที่ผ่านไปก็เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วภาษาไทยจะพูดว่า อะไรที่มันแล้วไปก็ให้แล้วไป ลืมเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว
นี่แหละ ความหมายของ Let bygones be bygones. เป็นการนำเสนอให้คุณมองข้างหน้า ไม่ใช่มองด้านหลัง ซึ่งเป็นการแนะนำที่ดีมาก
จำไว้เลย
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ ถ้าจะพูดว่า ไม่ใช่...แต่ก็ใกล้เคียงและ จำไว้เลยเป็นภาษาอังกฤษจะพูดว่าอย่างไรคะ Pin
“No…but you’re close.” คงเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุด แต่ยังมีวิธีอื่นๆ ครับ เช่น “No…but you’re not far off.” (far off หมายถึง อยู่ห่างไกลจากคำตอบที่ถูก) “No…but you’re getting warm.” (warm คือ อบอุ่น เหมือนกับว่า เย็นคือไกล ร้อนคือใกล้ ถ้าคุณกำลังจะอุ่น แสดงว่า กำลังจะอยู่ใกล้ๆ ความจริงหรือสิ่งที่ถูกต้อง)
“Not quite...”
“Not exactly…” ในสองตัวอย่างสุดท้ายนี้ไม่ต้องขยายความเพราะเข้าใจว่า เกือบๆ จะถูก
ส่วน จำไว้เลย นี่กลายเป็นคำสั่ง งั้นใช้ เพียงคำเดียวคือ Remember! หรือ Don’t forget!

ขอตัวก่อนนะ
คุณแอนดรูว์บิ๊กส์คะ เวลาเราเจอคนรู้จักโดยบังเอิญแล้วเราจะทักทายเขา แต่พอดีเรามีธุระที่ต้องรีบไปไม่มีเวลาคุยนาน เราจะพูดตัดบทว่า "ขอตัวก่อนนะ" เราจะใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไร
ขอบคุณ Kantima
โดยเฉพาะในกรณีที่เราพบคนที่เราพยายามหลบหนีตั้งนานใช่ไหมครับ ผมเข้าใจอย่างดี ก็ไม่ยากนะครับ พอถามคนนั้น 2-3 คำถามแล้ว
เช่น...“How have you been?” “How’s your work?” “What have you been doing lately?” ฯลฯ ก็ดูนาฬิกาข้อมือของคุณ ขมวดคิ้ว และพูดว่า...
Well, I must be going. หรือ Well, I must excuse myself. หรือ I have to go. แต่รีบต่อด้วยประโยค It’s been great seeing you again. (ดีที่ได้เจอคุณอีก)
ทิ้งท้ายกับ Keep in touch. (แล้วติดต่อกันนะ) หรือพูดประโยคโกหกที่ฝรั่งชอบใช้คือ We must get together sometime. ซึ่งความหมายคือ เราต้องนัดกันเร็วๆ นี้ แต่ความหมายแฝงคือ หวังว่าจะไม่เจอกันโดยบังเอิญอย่างนี้อีกต่อไป
We hit it off well.
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ เพื่อนดิฉันส่ง email มาบอกว่า เขาคบเพื่อนใหม่ เขาเขียนว่า We hit it off well. ประโยคนี้ดิฉันไม่เข้าใจเลย
Nong Jin
นั่นเป็นเพราะว่าเพื่อนคุณใช้ภาษาแท้ ๆ
กริยา to hit it off หมายถึง เข้ากันอย่างดี, คบกันอย่างดี ใช้เวลาคุณพบกับใครเป็นครั้งแรกและเข้ากันได้ดี เราจะพูดว่า hit it off หรือ hit it off well ครับ เช่น...
We hit it off right from the moment we met. (เราเข้ากันได้ดีตั้งแต่ขณะที่เราได้พบกันเป็นครั้งแรก)
Kanok seems to be hitting it off well with that karaoke singer.
(ดูท่าทางกนกกำลังเข้ากันอย่างดีกับนักร้องคาราโอเกะคนนั้น)
How was your meeting with the client? Did you hit it off well?
(การประชุมกับลูกค้าเป็นอย่างไรบ้าง คุณเข้ากันได้ดีไหม)
ในทางตรงข้าม We didn’t hit it off. หมายถึง เราเข้ากันได้ไม่ดี

It’s just that” อาจตรงกับ มันเพียงแต่ว่า
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ ดิฉันอยากจะขอรบกวนช่วยอธิบายความหมายของคำว่า It's just that I ... ให้หน่อยน่ะค่ะว่ามันมีความหมายที่ใช้ได้ในกรณีใดบ้างคะ
Piyachat
ถ้าเป็นภาษาไทยผมว่า “It’s just that” อาจตรงกับ มันเพียงแต่ว่าแต่มันมีความหมายทางความรู้สึกมากกว่า เราใช้วลีนี้เมื่อเรากำลังแนะนำหรือบอกข้อมูลที่พูดยาก เช่น Why do you keep calling me? (ทำไมพี่โทรหาหนูบ่อยล่ะ)
Well ... it’s just that ... I’d like to see you again soon. (ก็ ... เป็นเพราะว่า ... ผม อยากพบน้องอีกครั้งเร็วๆ นี้)
นึกออกไหมครับ ชายนี้กำลังจีบสาวอยู่ เขาไม่อยากพูดตรงๆ เขาเขิน เขาเลยฆ่าเวลาโดย พูดว่า It’s just that ซึ่งเป็นการแนะนำข้อมูลที่ว่า เขาอยากเจอน้องอีกครั้ง อีกตัวอย่างหนึ่ง
Why don’t you like me? (ทำไมพี่ไม่ชอบหนูล่ะ)
I do like you! It’s just that I already have a girlfriend. (เปล่า พี่ชอบน้อง แต่ว่า ... พี่มี แฟนแล้ว)
แห้วแล้ว ชายคนนี้ต้องเปิดเผยว่า เขามีแฟนแล้ว มันเป็นสิ่งที่พูดยาก เลยเกริ่นไว้ก่อนว่า
It’s just that ...

Get well soon = ขอให้หายป่วยไวๆ
สวัสดีครบคุณ Andrew ที่เคารพอย่างสูง เพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวต่างชาติเขาป่วย ผมอยากจะถามอาการของเขาว่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างหรือยัง กินอะไรบ้างหรือเปล่า และข้อสุดท้ายอยากบอกเขาว่า ขอให้เขาหายป่วยไวๆ นะ
Alan
ขอบคุณที่เป็นห่วงสุขภาพพวกเรา ซึ่งเวลาฝรั่งป่วยในเมืองไทยเขามักจะคิดถึงบ้านเพราะบางทีไม่มีใครมาดูแลเขาอย่าใกล้ชิด เพื่อไม่เสียเวลา (หรือเนื้อที่ในคอลัมน์) เรารีบตอบครับ
How are you feeling? (ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง)
Are you feeling any better? (รู้สึกดีขึ้นไหม)
Have you eaten anything? (กินอะไรบ้างหรือยัง)
Get well soon. (ขอให้หายป่วยไวๆ นะ)
ปัจจุบันนี้คงต้องเพิ่มอีกประโยคหนึ่งคือ
It’s not bird flu, is it? (มันไม่ใช่ไข้หวัดนกใช่ไหม???)
was going to = สิ่งที่จะทำในอนาคต
สวัสดีครับ คุณแอนดรูว์ เพื่อนชาวอเมริกันของผมส่งอีเมลมาหาผม มีข้อความประโยคนึงบอกว่า I was going to call my boss tomorrow. ผมเข้าใจว่ามันจะโทรหาเจ้านายมันพรุ่งนี้ แต่ที่งงก็คือทำไมมันใช้ I was going to... ทำไมไม่ใช้ I will ... ในเมื่อเป็นการพูดถึงสิ่งที่จะทำในอนาคต รบกวนตอบคำถามด้วยครับ
Theetawat
ผมต้องแบ่งเป็นสองประการคือ ประการที่เข้าใจง่ายกับประการที่เข้าใจยาก
ประการง่าย เราใช้ I was going to เมื่อเราพูดถึงสิ่งที่เราวางแผนว่าจะทำในอนาคตแต่ในที่สุดไม่ได้ทำ เช่น
I was going to call you tomorrow, but I changed my mind. (ผมกะว่าจะโทรหาคุณวันพรุ่งนี้ แต่ก็เปลี่ยนใจแล้ว)
Bakkhoi was going to ask Somcheng to marry him, but he wasn’t brave enough to ask.
(บักข่อยตั้งใจที่จะขอแต่งงานกับส้มเช้ง แต่เขาก็ไม่กล้าถาม)
ประการยาก ฝรั่งเป็นมนุษย์ประเภทเข้าใจยาก ไม่เหมือนคนไทยเรา บางครั้ง I was going to มีความหมายเดียวกับ I am going to ในความหมายว่า ตั้งใจจะทำอะไรในอนาคต เช่น
I was going to call you tomorrow to confirm. (ผมกะจะโทรหาคุณพรุ่งนี้เพื่อยืนยันงาน) กับ
I’m going to call you tomorrow to confirm. ซึ่งความหมายเดิม ทำไมฝรั่งถึงพูดว่า I was going to … ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่จะทำในอนาคต ก็...เป็นเพราะเขาตัดสินใจในอดีตว่า จะโทรหาคุณวันพรุ่งนี้ ดังนั้นประโยคแรกก็ยังถูกอยู่ (I was going to call you tomorrow to confirm)
เข้าใจไหม ผมบอกแล้วว่าเข้าใจยาก




"แค่นี้ก่อนนะ"
คุณแอนดรูว์ครับ เวลาที่เราพูดโทรศัพท์ หรือคุยกับใครแล้วต้องการตัดบทว่า "แค่นี้ก่อนนะ" เราจะใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไร ขอบคุณ Chana
ประการที่หนึ่ง ห้ามแปลตรงตัว ฟังแล้วไม่จ๊าบ … “Just this before นะ” … ยิ่งไปกว่านั้นฟังแล้วไม่รู้เรื่องเลย
ผมใช้เวลานานมากกว่าผมจะเข้าใจสำนวนไทยนี้อย่างถูกต้อง ทีแรกผมเองก็แปลตรงตัว … “แค่นี้นะ” … ผมเข้าใจผิดว่าความหมายคือ คุณจะพูดแค่นี้หรือ งั้นผมวางสายดีกว่ามันเหมือนกับว่า สิ่งที่ผมพูดนั้นไม่มีค่าเลย สมัยนั้นผมน้อยใจเพื่อนหลายคนจนไม่ยอมคุยกับใครทางโทรศัพท์
พอถึงเวลาที่จะต้องวางสายโทรศัพท์ฝรั่งเรามักจะพูดทำนองว่า
Well I’d better be going.
Well I’d better go now.
Okay, then. I’ll talk to you later.
นี่คือ แค่นี้ก่อนเป็นภาษาอังกฤษครับ ไม่ต้องน้อยใจเราด้วย
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
สวัสดีครับคุณแอนดรูว์ อยากทราบว่า Whatever will be, will be. แปลว่าอะไรครับ เป็นชื่อเพลงใช่ไหมครับ Pongsiri (สกลนคร) เป็นท่อนหนึ่งจากเนื้อเพลงเก่ามาก สมัยคุณพ่อคุณแม่ของผม ชื่อเพลงคือ Que Sera Sera (เป็นภาษาสเปน ออกเสียงว่า เค เซรา เซรา) ความหมายคือ Whatever will be, will be. ซึ่งท่อนสร้อยของเพลงนี้คือ
Que sera sera
Whatever will be, will be
The future's not ours to see
Que sera sera
(พูดถึง เพลงนี้มีความไพเราะเพราะพริ้งมากครับ ลอง download สิครับ นักร้องคือ Doris Day) ความหมายคือ "สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้น" หรือที่คนไทยพูดว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" หรือหมายถึง ไม่ต้องเป็นห่วงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เพราะอะไรที่จะเกิดขึ้นคงต้องเกิดขึ้น คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ คงเดาความหมายจากประโยคที่ร้องว่า The future's not ours to see ซึ่งหมายถึง อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ สำนวนนี้ใช้ในสถานการณ์ที่เราอยากบอกใครว่า อย่ากังวลใจมากนัก ไม่ต้องเป็นห่วงว่าผลจะออกอย่างไร ยังไงก็ต้องออกแล้ว
เคย
เรียน อาจารย์แอนดรูว์ บิ๊กส์ ช่วยบอกวิธีใช้คำว่า เคย ในภาษาอังกฤษหน่อยค่ะ เช่น... ฉันเคยไปต่างประเทศ, คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม เป็นต้นค่ะ
จาก เล็ก
เรื่องการใช้ เคย นั้น เป็นหนึ่งใน 40 เรื่อง ที่ผมเขียนถึงในหนังสือเล่มล่าสุดของผม สรุปคือ อย่าแปลคำว่า เคย เป็น ever ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าคุณต้องใช้ present perfect tense (to have+v3) แทนครับ เช่น I have been to Pattaya. (ผมเคยไปพัทยา) ไม่ควรพูด I ever go to Pattaya. เพราะว่าฝรั่งจะไม่เข้าใจ
ใช้ ever ในประโยคคำถามที่เริ่มต้นว่า "คุณเคย..ไหม" แปลว่า Have you ever…? เช่น Have you ever been to Pattaya? (คุณเคยไปพัทยาไหม)
ส่วน 2 ประโยคที่คุณเล็กได้ยกตัวอย่างมา แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า I have never been abroad. กับ Have you ever been to Japan? ประโยคแรกน่าสนใจเพราะจะสังเกตว่า เราสามารถแปล ไม่เคย เป็น never ในประโยคบอกเล่าทั้งๆ ที่ไม่สามารถแปล เคย เป็น ever !!!
ตลกดีใช่ไหมครับ ดูประโยคต่อไปนี้ I have eaten fermented fish. (ผมเคยกินปลาร้า) สรุปว่า เคย ในภาษาไทย แปลว่า present perfect tense ในภาษาอังกฤษนั่นเอง!
พบกันใหม่ครับ อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียวครับ
get กับ receive
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ ดิฉันสงสัยว่า ถ้าจะใช้คำว่า get แทนคำว่า receive ได้หรือไม่คะ เพราะเวลาจะส่ง sms จะได้ไม่ต้องพิมพ์ยาวๆ ค่ะ
ขอบคุณค่ะ ศุภรดา
พูดถึงภาษา sms หรือครับ ผมว่ากฎเกณฑ์ในการพิมพ์ภาษา sms คือ ยิ่งสั้นยิ่งดี get ก็คงยังย่อให้สั้นลงอีกเป็น gt ไม่ใช่หรือ คำว่า get กับ receive มีความหมายเดียวกันคือ ได้รับ เพียงแต่ว่า receive สุภาพกว่า get เช่น
I received a letter from my mother today.
I got a letter from my mother today.
ทั้งสองประโยคหมายถึง วันนี้ผมได้รับจดหมายจากคุณแม่ แต่ประโยคแรกเพราะกว่า ผมไม่ได้หมายถึง get นั้นไม่สุภาพ แต่ในกรณีที่คุณอยากเขียนหรือพูดภาษาอังกฤษอย่างสละสลวยก็น่าจะใช้ receive ดีกว่า แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ที่มีเวลาน้อย หรือที่ไม่มากเพื่อที่จะเขียน (เช่น sms) ใช้ get ได้เลยครับ เช่น
I got your flowers-thank you my darling. (หนูได้รับดอกไม้ที่พี่ส่งมาขอบคุณที่รักค่ะ)
I don't get any love from you these days.(ปัจจุบันนี้ผมไม่ค่อยได้รับความรักจากเธอเท่าไร)
พูดถึงความรัก นี่ก็ใกล้จะถึงวัน Valentines แล้ว อย่าลืมติดตามอ่านคอลัมน์นี้นะครับ จะมีเรื่องเกี่ยวกับความรักมาเรื่อยๆ ครับ
guy
ผมมีคำถามสำหรับ คุณแอนดรูว์ ครับ เกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษดังนี้ (1) cool guy (2) hot guy (3) up to date guy แล้วคำว่า คนใจเย็น กับ คนเย็นชา ว่าอย่างไรครับ ขอบคุณครับ
จาก Chakarit
ไม่ทราบว่า จะเริ่มต้นตรงไหนครับ เอาอย่างนี้ดีกว่า คำว่า cool ในภาษาอังกฤษแปลว่า เย็น หรือ เท่ แล้วแต่สถานการณ์ ดังนั้นข้อ (1) ต้องแปลว่า หนุ่มเท่ หรือ หนุ่มทันสมัย เก๋ๆ ทำนองนั้นครับ แต่ hot guy(คำว่า guy ให้ความหมายในเชิงแสลงครับ) หนุ่มที่เป็น hot guy นั้นต้อง "เท่บวกเซ็กซี่" เร้าอารมณ์ หล่อๆ อาจสรุปได้คือ cool guy ดีทางพฤติกรรมและวิธีแต่งตัว แต่ hot guy ดีทางเพศ
ส่วนข้อ (3) ผมอ่านแล้วเป็นการแปลตรงตัวของ หนุ่มทันสมัย แต่ผมรู้สึกว่า เจ้าของภาษาคงไม่ใช้หรอก ฟังแล้วเชย ผมยังชอบ modern guy หรือแม้ cool guy มากกว่าครับ
"คนใจเย็น" น่าจะแปลว่า cool-headed person (คนหัวเย็น) และ คนเย็นชาเป็น cold-hearted person เช่น
Kanok is a cool guy. กนกเป็นหนุ่มเท่จังเลย
Kanok is a modern guy. กนกนี่ทันสมัยเหลือเกิน
Kanok is a cool-headed guy. กนกเป็นคนใจเย็น
Kanok is a cold-hearted person. กนกเป็นคนเย็นชา
though
เรียนคุณแอนดรูว์ค่ะ ดิฉันไม่เข้าใจคำว่า though ตอนอยู่ท้ายประโยคมีความหมายว่าอะไร เช่น It's better than that though. ขอบคุณค่ะ
Nuch ค่ะ
though หมายถึง แต่ ครับ ภาษาไทยมักใช้ตอนต้นประโยค แต่ภาษาอังกฤษจะใช้ตอนท้ายมากกว่า จากตัวอย่างที่คุณยกมาผมขออธิบายอย่างนี้ดีกว่า คือs better than that. ประโยคนี้ให้ความหมายว่า มันดีกว่านั้นอีก แล้วเปรียบเทียบกับประโยคต่อไปนี้ครับ
It's better than that though. ซึ่งหมายถึง แต่มันดีกว่านั้นอีก อีกตัวอย่างหนึ่งครับ
I like him. (หนูชอบเขา)
I like him, though. (แต่หนูก็ชอบเขา)
บางทีให้ความหมายว่า อย่างไรก็ตาม เช่น
It's raining outside. I'm still going, though. (ฝนตกข้างนอก อย่างไรก็ตามผมก็จะยังไป)
ยังคงต้องวางท้ายประโยคครับเพื่อความชัดเจน ไม่งั้นจะฟังเหมือนอีกความหมายของคำนี้คือ แม้ว่า เช่น..
Though it's raining outside, I'm still going. (ถึงแม้ว่าฝนตกข้างนอกผมก็ยังไป)
ที่จริงแล้วความหมายคงเหมือนเดิมเพียงแต่ว่าขึ้นอยู่กับว่าจะเรียงประโยคอย่างไรครับ
once and for all
สวัสดีค่ะคุณ Andrew ดิฉันอยากทราบความหมายและการใช้ประโยคที่ว่า once and for all ค่ะ
ขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ Jan
ยากนะ once and for all เป็นวลีที่กลายเป็นคำอุทานที่เราใช้เมื่อไม่พอใจกับบางสิ่ง เราอาจจะพูดอะไรหรือให้คำแนะนำหรือคำสั่งมาแล้วแต่ไม่มีใครทำตามคำสั่งนั้น เราต้องพูดซ้ำอีกครั้งโดยที่ไม่อยากพูด เช่น
Once and for all, I won't be your girlfriend ! So stop asking me !
(ฉันจะพูดอีกครั้งแต่เป็นครั้งสุดท้ายว่า ฉันจะไม่เป็นแฟนของคุณ ไม่ต้องถามฉันอีกน่ะ)
บางครั้งความหมายจะออกในเชิง ขอร้องเอะ เช่น..
Once and for all leave me alone ! (ขอร้องเถอะ ปล่อยฉันไป)
Once and for all, Sorrayuth. Stop asking me for cigarettes ! (ขอร้องครับสรยุทธ หยุดขอบุหรี่จากผมได้ไหม)




in a rush
สวัสดีค่ะ คุณ Andrew ดิฉันอ่านคอลัมน์ของคุณมาตลอด วันนี้มีคำถามค่ะ อยากทราบว่า สำนวน in a rush หรือ in a hurry ใช้ยังไงคะ
Apple
ก่อนอื่นผมขอพูดนอกเรื่องสักหน่อย ผมสังเกตเห็นสุภาพสตรีไทยหลายท่านที่มีชื่อเล่นว่า "เปิ้ล" ซึ่งย่อมาจากคำว่า "แอปเปิ้ล" มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Apple ปัญหาอยู่ที่ว่า ถึงแม้ว่าชื่อเล่น "เปิ้ล" นี้เดิมมาจากอังกฤษแต่ห้ามเขียนว่า Ple นั่นเป็นเพราะว่า Ple ดูแล้วน่าจะอ่านว่า เพล่ ไม่ใช่ เปิ้ล อย่างที่เธอทั้งหลายต้องการ พี่ๆ น้องๆ ที่มีชื่อเล่นว่า เปิ้ล ควรสะกดว่า Pern หรือ Bern มากกว่า OK ครับ จบเรื่อง เปิ้ล เรียบร้อยแล้ว
in a rush หรือ in a hurry มีความหมายเดียวกัน แต่ใช้ในสองความหมายคือ 1.ในความหมายว่า ยุ่ง กำลังรีบๆ อยู่ เป็น adjective เช่น Quickly. What do you want ? Im in a rush. (เร็วสิ คุณต้องการอะไร ผมกำลังรีบๆ อยู่)
2.ในเชิง adverb คือ อย่างรีบๆ เช่น Pern, this report isnt very good. You did it in a hurry, didn't you ? (น้องเปิ้ลครับ รายงานไม่ค่อยดีนัก เธอทำแบบรีบๆ ใช่ไหมครับ)
ที่จริงแล้วสองความหมายนี้คล้ายคลึงกัน ถ้าเราจะแปลวลีนี้อย่างตรงๆ ก็อาจแปลว่า ท่ามกลางความรีบเร่ง
in order to
เรียน อาจารย์แอนดรูว์ บิ๊กส์ ครับ ผมมีปัญหาคาใจเกี่ยวกับ คำที่ตามหลัง in order to อย่างมากเลยครับ คือผมทำงานกับชาวญี่ปุ่น และต้องโต้ตอบ จ.ม.กับชาวต่างประเทศด้วยครับ บางท่านก็ใช้ verb+ ing ตามหลัง in order to บางท่านใช้ verb ตามปกติ ผมก็เลยใช้มันทั้งสองอย่าง เพราะไม่รู้ทางเลย นึกถึงอาจารย์แอนดรูว์ว่าช่วยได้แน่ๆ เลยขอให้ช่วยอธิบายหน่อยครับ
คมสัน เป็นอย่างนี้ตลอดครับ เวลาใครๆ รู้สึกสับสน ไม่รู้ทาง ก็นึกถึงผม แต่เวลาชีวิตราบรื่นดีก็ไม่มีใครคิดถึงผมเลย เคยเห็นฝรั่งน้อยใจมาก่อนไหม วลี in order to หมายความว่า เพื่อที่จะ (ทำอะไรบางอย่าง) ผมว่าต้องตามด้วย verb เฉยๆ ครับ ไม่มี ing เช่น
I took a taxi in order to make the meeting on time. (ผมเรียกแท็กซี่เพื่อที่จะเข้าประชุมตรงเวลา)
In order to look more handsome, I urge Kanok to stop wearing those awful ties. (เพื่อที่จะดูหล่อขึ้นผมก็แนะนำให้กนกหยุดใส่เนกไทห่วย ๆ พวกนั้น)
I need an invoice in order to pay you. (ผมต้องมีใบแจ้งหนี้เพื่อที่จะจ่ายเงินให้คุณ) เท่าที่ผมคิด ใช้ verb+ing ไม่ได้ครับ ฟังแล้วแปลก คงเป็นเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นที่ใช้อย่างนี้ ใช่ไหมครับ

withdraw
สวัสดีคุณแอนดรูว์ คำว่า withdraw ที่แปลว่า เบิก ใช้กับการถอนเงินอย่างเดียว หรือใช้กับการเบิกสินค้าจากคลัง ได้หรือไม่คะ ขอบคุณค่ะ
Mam
ผมว่าไม่ควรใช้ withdraw ในความหมายว่า เบิก ครับ ใช้ draw อาจจะดีกว่า เช่น
I drew Bt 500 from the account to pay for taxi fares. (ผมเบิกเงินจำนวน 500 บาทจากบัญชีเพื่อจ่ายค่าแท็กซี่)
You can draw 10,000 Baht from the budget to pay for food and drinks at the seminar.
(คุณเบิกเงินหนึ่งหมื่นบาทจากงบได้เพื่อจ่ายค่าน้ำค่าอาหารที่สัมมานา)
ส่วน to withdraw หมายถึง ถอน อาทิ ถอนเงิน เช่น
I'd like to withdraw 5,000 Baht to pay for Sorrayut's lunch, please.
(ผมขอถอนเงินจำนวนห้าพันบาทจากบัญชีเพื่อจ่ายค่าอาหารของสรยุทธ)
The bank teller asked me how much I wanted to withdraw. (พนักงานธนาคารถามผมว่า อยากจะถอนเท่าไร)
แต่ไม่ใช่ว่าใช้กับเงินหรือสินค้าอย่างเดียวครับ อะไรที่จะถอนก็ใช้ withdraw ได้ เช่น
At first I criticized his report, but when I reread it I withdrew my comments.
(ทีแรกผมติรายงานของเขา แต่พอหลังจากที่อ่านอีกรอบหนึ่งผมก็ถอนคำวิจารณ์นั้น)
I wish the US would withdraw its troops from Iraq. (ผมหวังว่าสหรัฐจะถอนกองทหารจากอิรัก)
The evil politician tried to shake my hand, but I withdrew my hand immediately.
(นักการเมืองคนร้ายพยายามจับมือผม แต่ผมก็ถอนมือทันที)
ส่วนการถอนฟันนั้นเราไม่ใช้ withdraw แต่ใช้ pull out หรือ extract ดีกว่า เช่น
Did you know Kanok wears false teeth? He had all his teeth pulled out when he was 30.
(คุณรู้หรือเปล่าว่า กนกใส่ฟันปลอม เขาถูกถอนฟันหมดปากตอนอายุ 30 ปี)
Used to กับ Present perfect
เรียน อาจารย์แอนดรูว์ บิ๊กส์ กระผมมีข้อสงสัย ความแตกต่างระหว่างการใช้ Used to กับ Present perfect เมื่อต้องการสื่อความหมายว่า "เคย" คุณแนะนำให้ใช้ Present perfect เท่านั้น และเมื่อไรเราควรใช้ Used to ครับ สับสนจริงๆ
ขอบพระคุณมากครับ ป๋อง
คนไทยหลายๆ คนใช้ used to จนชิน ทั้งๆ ที่ควรใช้ present perfect tense แทน ผมขอพูดถึงกฎอีกครั้งหนึ่งครับ พออธิบายแล้วช่วยตัดออกจากหนังสือพิมพ์ เคลือบและเก็บเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์ครับ คือ
ใช้ present perfect tense (have + verb 3) เมื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน เช่น I have eaten. (ผมทานข้าวแล้ว แต่ยังสำคัญต่อปัจจุบันเพราะยังอิ่มอยู่) หรือ She has been very upset lately. (ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอรู้สึกเสียใจมาก และยังรู้สึกเสียใจจนถึงวันนี้)
แต่ used to ใช้กับการกระทำที่เคยทำ แต่ไม่ทำแล้ว เช่น I used to go to Pattaya.
(ผมเคยไปพัทยาแต่ตอนนี้ไม่ไปแล้วอาจเป็นเพราะทะเลสกปรกหรือฝรั่งมากเหลือเกินก็ไม่ทราบ)
She used to like him. (เธอเคยชอบเขาแต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว)
ดังนั้นประโยคที่ว่า ผมเคยไปพัทยา แปลได้สองอย่างคือ
I have been to Pattaya. ถ้าความหมายคือ เคยไปพัทยาในอดีต หรือ
I used to go to Pattaya. ถ้าเคยไปบ่อยในอดีตแต่ตอนนี้ไม่ไปแล้ว
for the time being
สวัสดีค่ะคุณแอนดรูว์ ช่วยอธิบายความหมายของวลี for the time being ขอบคุณมากค่ะ
Bird
วลีนี้เราใช้เมื่อพูดถึงช่วงเวลาที่จะทำอะไรบางอย่างชั่วคราว อาจแปลว่า สำหรับช่วงเวลานี้ เช่น
We have one hour before the movie starts. For the time being, let's have a coffee. (เรามีเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนภาพยนตร์เริ่ม ในช่วงเวลาที่เรารอเราก็นั่งดื่มกาแฟดีกว่า)
For the time being, you are in charge. But next month the new manager starts.
(สำหรับช่วงเวลานี้คุณรับตำแหน่งเป็นหัวหน้า แต่จากเดือนหน้าเป็นต้นไปจะมีผู้จัดการคนใหม่มาเริ่มทำงานกับเรา)
วลีนี้ตรงกับวลี in the meantime ครับ เช่น
The war might last a long time. In the meantime, we should live frugally.
(สงครามอาจใช้เวลานาน ในช่วงเวลานี้เราควรใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์)
so far so good
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ ดิฉันได้มีโอกาสเล่นเกมกับเพื่อนชาวต่างชาติ พอเราเล่นเกมไปได้สักระยะหนึ่ง เขาพูดว่า so far so good หมายความว่าอย่างไรคะ ดิฉันเดาๆ เอาว่าคงแปลว่า ไปได้สวย ไปได้ดี ใช่รึเปล่าค่ะ
กชกร
ผมแปลกใจมากกับจำนวนคนไทยที่ส่งคำถามนี้มาให้ผมตอบ เยอะมากครับท่านผู้อ่าน ผมเคยพูดถึงวลีนี้มาก่อน ขอให้ผมพูดอีกครั้งเพราะรูสึกว่าหลายท่านยังไม่ get ครับ
so far so good หมายถึง จนถึง ณ บัดนี้ทุกอย่างก็สวย ไม่มีปัญหา เช่น...
How is your new house? So far so good.
(บ้านหลังใหม่ของเธอเป็นอย่างไรบ้างก็ดี ยังไม่มีปัญหาอะไร)
How is Sorrayut after he gave up smoking? So far so good.
(สรยุทธเป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่เขาเลิกสูบบุหรี่ ก็จนถึงวันนี้เขายังรอดอยู่)
จะเห็นชัดในประโยคที่สองว่า วลี so far so good นี้ ให้ความหมายแฝงว่า ถึงแม้ว่าไม่มีอะไรร้ายเกิดขึ้น แต่เรายังห่วงว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปในแง่ลบอีกไม่นาน เช่น
How's the new job? So far so good but ask me again next month.
(งานใหม่ของคุณเป็นอย่างไร ก็ดีครับแต่ลองถามผมอีกทีเดือนหน้า)
set me up
สวัสดีครับ คุณแอนดรูว์ set me up มีความหมายว่าอย่างไร แล้วใช้ในโอกาสใด
Thanks Sak
ใช้ในโอกาสที่คุณ Sak ถูกหลอกครับ เพราะว่า to set up หมายความว่า ใส่ความ เช่น
I didn't do it ! The police set me up ! (กูไม่ได้ทำโว้ย ! ตำรวจใส่ความผม !)
Every prisoner in jail claims he was set up. (นักโทษทุกๆ คน จะอ้างว่าเขาถูกใส่ความ)
ใช้กริยา to frame ก็ได้ซึ่งในเชิงสำนวนให้ความหมายว่า ใส่ความเหมือนกัน อย่างเช่นในสองประโยคข้างต้นสามารถเขียนว่า
I didn't do it ! The police framed me !
Every prisoner in jail claims he was framed.
You are in for a wonderful time
สวัสดีค่ะคุณ Andrew อยากทราบว่า ประโยคนี้แปลว่าอะไรคือ You are in for a wonderful time.
จาก นาค่ะ
ผมไม่ได้ยินสำนวนนี้ตั้งนานครับ แสดงว่าช่วงนี้ผมไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ แท้จริงแล้วเป็นสำนวนที่ใช้บ่อยมาก to be in for อะไร บางอย่างหมายถึง คุณจวนเวลาที่จะกระทำอะไรบางอย่าง หรือ อีกไม่นานคุณจะได้รับอะไรบางอย่าง เช่น..
You're going to be Kanok's secretary, are you? Well, you are in for an interesting experience. (เธอจะรับตำแหน่งเป็นเลขาของกนกหรือครับ งั้นเธอต้องเตรียมตัวนะ จะเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมากสำหรับเธอ)
The child knew he was in for a beating when he broke his mother's favorite vase. (เด็กคนนั้นรู้ตัวว่าเขาจะต้องโดนตีในเวลาอีกไม่นาน หลังจากที่เขาได้ทำแจกันใบโปรดของคุณแม่แตก)
สำหรับประโยคที่คุณได้ยกมา คือ You are in for a wonderful time. ก็มีความหมายว่า คุณจะสนุกสนานมาก(กับบางสิ่งบางอย่าง)
otherwise.
Dear Mr.Andrew, ช่วยอธิบายการใช้คำว่า otherwise รู้สึกว่ามีมากกว่าหนึ่งความหมาย ขอบคุณล่วงหน้า
จาก Saibua
หลักๆ otherwise หมายถึง ไม่อย่างนั้น มิฉะนั้น เช่น..
Get out of bed, otherwise you'll be late for school.
(ลุกจากเตียงสิ ไม่อย่างนั้นเธอจะไปโรงเรียนสาย)
You must help yourself, otherwise nobody else can help you.
(คุณจะต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ไม่อย่างนั้นคนอื่นก็ช่วยไม่ได้)
Let's hope theres good weather tonight, otherwise nobody will come to the concert.
(หวังว่าคืนนี้อากาศดี ไม่อย่างนั้นไม่มีใครจะมาชมคอนเสิร์ต)
แต่ otherwise นี้ถูกนำมาใช้เมื่อพูดถึงลักษณะบุคคล หรือสิ่งของที่ไม่ผิดปกติ ขอยกตัวอย่างครับ
Except for the morning, John is an otherwise friendly guy.
(ถ้าไม่นับช่วงเช้า คุณจอห์นก็เป็นคนที่เป็นมิตรดี)
There was some rain at lunchtime, but it was an otherwise fine day.
(ฝนตกบ้างตอนเที่ยงวัน นอกจากนั้นอากาศดีทั้งวัน)
ในความหมายนี้คำว่า otherwise เป็นการบงบอกว่า นอกจากช่วงพิเศษหรือผิดปกติแล้วสิ่งนั้นก็เป็นอย่างนี้
suppose to
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ ชอบอ่านคอลัมน์ของคุณในหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ค่ะ วันนี้ดิฉันขอถามว่า suppose to ใช้อย่างไรค่ะ
ขอบคุณค่ะ จาก Noi
อย่าลืมตัว D ตอนท้ายด้วยนะครับ มันเป็น supposed to ถ้าพูดสองคำนี้ติดกันจะออกเสียงว่า ซัพ-โพ-สทู วลี to be supposed to นี้ใช้เมื่อมีอะไรที่จะเกิดขึ้นหรือทำในอนาคต เช่น...
I'm supposed to be meeting Sorrayut at 6 tonight. (คืนนี้มีนัดกับสรยุทธเวลา 6 โมงเย็น)
She's supposed to call me today. (เธอบอกว่าจะโทรมาหาผมวันนี้)
There's supposed to be rain today. (วันนี้เขาบอกว่าฝนจะตก)
แต่เรามักจะใช้วลีนี้เมื่อแสดงว่าสิ่งนั้นอาจไม่เกิดขึ้น เช่น...
I'm supposed to be meeting Sorrayut at 6 tonight, but I'm feeling a little sick.
(คืนนี้มีนัดกับสรยุทธเวลา 6 โมงเย็น แต่ตอนนี้ผมรู้สึกไม่สบาย ความหมายคือสงสัยไม่ไปตามนัด)
She's supposed to call me today.
(เธอบอกว่าจะโทรมาหาผมวันนี้ แต่จนถึงบัดนี้เธอยังไม่ได้โทร ความหมายคือสงสัยไม่โทรแล้ว)
There's supposed to be rain today.
(วันนี้เขาบอกว่าฝนจะตก แต่ทำไมท้องฟ้าสดใสมากขนาดนี้ คงไม่ตกหรอก)
ในความหมายนี้ to be supposed to คล้ายๆ กับ ควรจะ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอาจไม่เกิดขึ้น
so far
สวัสดีครับ คุณแอนดรูว์ ต้องบอกก่อนว่าชื่นชมความสามารถในการใช้ภาษาไทยของคุณมาก จนอดคิดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมผมถึงไม่สามารถพูดหรือใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่านี้ ผมมีข้อสงสัยคือผมอยากทราบความหมายและวิธีใช้คำว่า so far
จาก กฤษฏ์
ขอบคุณมากที่ชมครับ โดยเฉพาะวันนี้ซึ่งเป็นวันที่รู้สึกหงุดหงิดทั้งวัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร ภาษาอังกฤษมีสำนวนสำหรับความรู้สึกอย่างนี้คือ
I got out of bed on the wrong side of the bed this morning. (เช้านี้ผมลุกจากเตียงผิดข้าง ความหมายคือ รู้สึกไม่ดีโดยไร้เหตุผล)
แต่พออ่าน e-mail ของคุณ ผมอารมณ์ดีขึ้นทันที ส่วนเรื่องความสามารถด้านภาษาของผมก็เชื่อว่าผมพูดภาษาไทยได้เพราะผมใช้ทุกวัน พยายามจะใช้ทุกสถานการณ์ ทดลองศัพท์ใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งคุณกฤษฏ์น่าจะทำอย่างนี้กับภาษาอังกฤษของคุณด้วย ยิ่งใช้ยิ่งเก่ง
เมื่อเร็วๆ นี้ผมพูดถึงสำนวน so far so good ซึ่งแปลว่า จนถึงบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี แต่ผมยังได้รับ e-mail และจดหมายหลายฉบับที่ถามถึง so far เฉยๆ
ถ้าเป็น so far โดยไม่มี so good ความหมายก็คือ จนถึงบัดนี้ เช่น I haven't seen Kanok so far today. (วันนี้ยังไม่ได้เจอกนก)
So far Sorrayut hasn't quit smoking like he said he would. (สรยุทธยังไม่ได้เลิกสูบบุหรี่อย่างที่เขาบอก)
แต่อย่าลืมว่าบางครั้ง so far ให้ความหมายว่า ไกลมาก ด้วย เช่น My place is so far ! Let's grab a cab. (บ้านผมไกลเหลือเกิน เราเรียกแท็กซี่ดีกว่า)



คุณแต่งงานหรือยัง
สวัสดีค่ะ ... ถ้าจะถามว่า "คุณแต่งงานหรือยัง" ไม่ทราบว่าใช้ "Do you marry ?" ได้หรือเปล่าค่ะ แต่มีคนบอกว่าให้ใช้ "Are you married ?" จะดีกว่า ควรจะใช้ประโยคไหนดี ช่วยอธิบายให้หน่อยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ Pumkiku.
คำถามที่ขึ้นต้นว่า Do you … ? เป็นการถามถึง action หรือการกระทำบางอย่าง ส่วนคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Are you … ? เป็นการถามถึงลักษณะของคุณ สรุปแบบง่ายๆ ว่า Do you … ต้องตามด้วย verb และ Are you … ต้องตามด้วย adjective ยกเว้นในกรณีที่ใช้ present continues tense (กำลัง)
ดังนั้น Do you marry ? และ Are you married ? ถูกหลักไวยากรณ์ แต่ผมไม่รู้จะใช้ Do you marry ? ในกรณีใด ๆ เป็นการถามที่การกระทำซึ่งทำเป็นประจำหรือทั่วไป (เพราะใช้ present tense) คนส่วนใหญ่ไม่แต่งงานเป็นประจำ มักจะแต่งหนึ่งหรือสองหรือสามหนเท่านั้นในชีวิต
งั้น Are you married ? ก็ถูกเพราะเป็นการถามถึงสภาพของคุณคือ สภาพสมรส คำตอบก็คือ Yes, I am. (ใช่ แต่งแล้ว) หรือ No, I'm not. (ยัง) หรือ None of your business. (ไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ)
to take someone's life
สวัสดีค่ะ คุณแอนดรูว์ เมื่อวานดิฉันอ่านในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post เรื่องเกี่ยวกับมือปืนซึ่งประโยคหนึ่งอ่านว่า He was offered 100,000 Baht to take the politician's life. ดิฉันไม่แน่ใจว่า take someone's life ถูกต้องหรือเปล่าค่ะ
กนกวรรณ
ไม่ถูกตามจริยธรรมและทางกฎหมายครับ แต่ตามกฎไวยากรณ์ภาษาอังกฤษก็ถูกครับ to take someone's life หมายถึง ฆ่าใครบางคน แปลตรงตัวว่า เอาชีวิตคนอื่นไป เช่น..
He picked up the gun and took her life. (เขาหยิบปืนและฆ่าเธอ)
Most religion's state that taking someone's life is a sin. (ศาสนาส่วนใหญ่บอกว่าการฆ่า ถือเป็นบาป)
to take ones own life ให้ความหมายว่า ฆ่าตัวตาย เช่น..
The broken-hearted girl tried to take her own life but failed. (ผู้หญิงอกหักคนนั้นพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่ประสบความสำเร็จ)
ส่วนประโยคที่คุณกนกวรรณได้ยกมา ความหมายก็คือ มีใครมาเสนอ 100,000 บาท ให้กับมือปืนเพื่อฆ่านักการเมืองคนนั้น
EITHER และ NEITHER
สวัสดีครับ คุณแอนดรูว์ ผมอ่านภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว ทุกๆ คืน เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่มีความรู้น้อยๆ ผมมีข้อข้องในเรื่อง EITHER และ NEITHER จะใช้ในประโยคภาษาอังกฤษอย่างไร กรุณายกตัวอย่าง ขอบคุณครับผม
จาก Thai Man in America
ขอบคุณที่ชมครับ เรื่อง either กับ neither นั้นไม่ยากหรอกครับ ใช้เมื่อพูดถึงสองทางเลือก หรือ สิ่งสองอย่างซึ่งจะต้องเลือกหนึ่งในสอง either จะอยู่ควบคู่กับ or เสมอครับ เช่น
Somcheng says shell marry either a Thai guy or a westerner whoever is richer.
(ส้มเช้งบอกว่าจะแต่งงานกับคนไทยหรือฝรั่งก็ได้ คนที่รวยกว่านั่นเอง)
Tomorrow is either the 4th or 5th I can't remember which.
(วันพรุ่งนี้คือวันที่ 4 หรือ วันที่ 5 ผมจำไม่ได้ว่าเป็นอันไหน)
ส่วน neither คือสูตรเหมือนกับ either เพียงแต่ว่าเป็นแนวปฏิเสธ หมายถึง เป็นการบอกว่ามีสองอย่างแต่จะไม่เลือกทั้งสอง และ neither อยู่คู่กับ nor ตลอดครับ เช่น
Somcheng says shell marry neither a Thai guy nor a westerner. Shes going to remain unmarried. (ส้มเช้งบอกว่าจะไม่แต่งงานไม่ว่าเป็นชายไทยหรือฝรั่ง ยอมขึ้นคานทอง)
Just (2)
เมื่อวานเราพูดถึงคำว่า just ในความหมายว่า เพิ่งจะทำอะไรบางอย่าง เช่น Kanok just got a new haircut. (กนกเพิ่งตัดผมใหม่), Krissana just won the lottery. (กฤษณะเพิ่งจะถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง) แต่คำนี้ยังใช้ในความหมายอื่นๆ ครับ เช่น ในความหมายว่า เพียงแต่ ดูตัวอย่างต่อไปนี้สิครับ
I just called to say I love you. (หนูเพียงโทรเพื่อบอกว่า รักพี่นั้นเอง)
Could I see you for just a few minutes? (ผมขอพบคุณเพียงสองสามนาทีได้ไหมครับ)
It won't take long. Just an hour or two. (คงใช้เวลาไม่นานหรอก เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมงเท่านั้น)
ในความหมายนี้ just ถือว่า เป็นคำที่บางครั้งทำหน้าที่เป็นคำสุภาพ ทำให้สิ่งที่คุณพูดฟังแล้วไพเราะขึ้น เช่น..I'll just close the door for you.
ในประโยคนี้ คำว่า just ไม่ค่อยมีความหมาย นอกจากว่าฟังแล้วดี เป็นการแสดงว่าจะทำอะไรเล็กน้อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ซึ่งในประโยคนี้คือปิดประตูให้)

credit: คม ชัด ลึก โดย Mr. Andrew Biggs  

3 comments:

  1. May I share the word "Happy Belated Birthday!" link? http://titaek-english.blogspot.com/2013/10/wishing-all-best-happy-belated-birthday.html

    ReplyDelete
  2. May I share the word "Happy Belated Birthday!" link? http://titaek-english.blogspot.com/2013/10/wishing-all-best-happy-belated-birthday.html

    ReplyDelete